RoHS และ REACH 2026 — ผู้ซื้อสายเคเบิลไทยควรรู้
Quality15 min

RoHS และ REACH 2026 — ผู้ซื้อสายเคเบิลไทยควรรู้

สำหรับผู้ซื้อสายเคเบิลและ wire harness ในไทย ปี 2026 ไม่ใช่ปีที่ควรถามซัพพลายเออร์เพียงว่า “มีใบ RoHS หรือไม่” แล้วจบ เพราะความเสี่ยงจริงอยู่ที่วัสดุย่อยใน BOM เช่น PVC jacket, heat shrink tube, terminal plating, solder, adhesive, label ink, overmold compound และสารทำความสะอาดที่ใช้ในกระบวนการผลิต หากสินค้าของคุณถูกส่งต่อไปยัง EU, ญี่ปุ่น, สหรัฐฯ หรือ OEM ระดับโลก เอกสาร RoHS และ REACH จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ supplier approval, PPAP, incoming inspection และ audit trail ทันที

ในเคสหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อ ลูกค้า Tier-1 automotive จากยุโรปต้องการ onboarding โรงงาน wire harness ในเอเชียภายในเวลาสั้นมาก ทีมจัดซื้อต้องตรวจ ISO/IATF certifications, NDA, supplier code of conduct และออก RFQ หลายภูมิภาคพร้อมกัน ผลคือ onboarding เสร็จภายในน้อยกว่า 14 วัน และได้รับ RFQ/RFI มากกว่า 9 รายการใน 4 เดือน จุดที่ทำให้งานเดินเร็วไม่ใช่แค่กำลังการผลิต แต่คือการเตรียมเอกสาร compliance, material declaration และ change control ให้ตอบคำถามฝ่ายคุณภาพได้ทันที

บทความนี้เขียนสำหรับ buyer, SQE, วิศวกรจัดซื้อ, project manager และ OEM ไทยที่ซื้อ cable assembly, M12 cable, CAN bus cable, power cable, sensor cable, FAKRA, Deutsch หรือชุดสาย custom จากซัพพลายเออร์ในไทยหรือจีน เป้าหมายคือช่วยให้คุณเขียน RFQ และตรวจเอกสารได้แม่นขึ้นก่อนออก PO ไม่ใช่ไปแก้ปัญหาหลังล็อต production เข้าไลน์แล้ว

ข้อสรุปเร็วสำหรับผู้ซื้อ

  • RoHS คุมสารต้องห้ามในอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน REACH คุมสารเคมีและ SVHC ในระดับวัสดุและ article
  • ปี 2026 ควรขอทั้ง RoHS declaration, REACH SVHC statement, BOM material breakdown และหลักฐานจาก supplier ช่วง upstream
  • ค่า 0.1% w/w ของ REACH ต้องพิจารณาที่ระดับ article ไม่ใช่ดูเฉพาะน้ำหนักรวมของสายทั้งชุด
  • RoHS test report แบบ XRF ช่วยคัดกรองได้ แต่ไม่แทนการควบคุม BOM, lot traceability และ supplier change approval
  • ใน RFQ ควรกำหนดว่าเมื่อเปลี่ยน compound, plating, wire style หรือ connector ต้องแจ้งก่อนผลิต ไม่ใช่หลังส่งของ

RoHS และ REACH คืออะไรในงานสายเคเบิล

RoHS คือกฎที่จำกัดสารอันตรายใน electrical and electronic equipment โดยสารหลักที่ผู้ซื้อสายเคเบิลควรรู้คือ lead, mercury, cadmium, hexavalent chromium, PBB, PBDE และ phthalates บางกลุ่ม เช่น DEHP, BBP, DBP และ DIBP โดยทั่วไปเกณฑ์อยู่ที่ 0.1% สำหรับหลายสาร และ 0.01% สำหรับ cadmium ใน homogeneous material

REACH คือกรอบกฎหมายสารเคมีของ EU ที่มองลึกไปถึง substance, mixture และ article สำหรับผู้ซื้อ cable assembly ประเด็นสำคัญที่สุดมักเป็น SVHC หรือ Substances of Very High Concern หาก article ใดมี SVHC เกิน 0.1% w/w ซัพพลายเออร์ต้องสื่อสารข้อมูลความปลอดภัยให้ลูกค้า และในบางกรณีต้องเกี่ยวข้องกับ SCIP reporting สำหรับตลาด EU ด้วย รายการ ECHA Candidate List มี 253 entries หลังการอัปเดตวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026

Homogeneous material คือวัสดุที่ไม่สามารถแยกออกเป็นวัสดุอื่นด้วยวิธีกลไกปกติ เช่น ชั้น PVC insulation หนึ่งชั้น หรือ plating บน terminal หนึ่งชั้น Article คือชิ้นส่วนที่มีรูปร่างและหน้าที่เฉพาะ เช่น terminal, housing, cable tie, heat shrink หรือ connector shell ส่วน cable assembly คือ article หลายชิ้นที่ถูกประกอบเป็นชุดเดียว ดังนั้นการบอกว่า “น้ำหนักรวมทั้งสายไม่เกิน 0.1%” จึงอาจไม่พอสำหรับ REACH หากชิ้นส่วนย่อยบางชิ้นเกินเกณฑ์

“ในงาน harness compliance จุดเสี่ยงไม่ใช่ทองแดง แต่คือวัสดุเล็ก ๆ ที่ถูกเปลี่ยนง่าย เช่น sleeve, overmold compound, adhesive label และ plating ถ้า RFQ ไม่ล็อก change control เอกสาร RoHS/REACH จะตามหลังความจริงเสมอ”

— Hommer Zhao, ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค

สิ่งที่ผู้ซื้อไทยต้องตรวจในปี 2026

ข้อแรกคืออย่าใช้คำว่า compliant แบบกว้างเกินไป ควรระบุชัดว่า compliant ต่อ RoHS Directive, REACH SVHC Candidate List เวอร์ชันใด และใช้กับชิ้นส่วนใดใน assembly ถ้าเป็นสายสำหรับเครื่องจักรอุตสาหกรรมในไทยที่ขายภายในประเทศเท่านั้น ความเสี่ยงอาจต่ำกว่า แต่ถ้าเป็น subassembly ที่จะเข้าเครื่องส่งออกไป EU หรือเข้า supply chain ของ OEM รถยนต์ คำตอบต้องละเอียดกว่านั้นมาก

ข้อสองคือดูความสัมพันธ์ระหว่าง compliance และการเปลี่ยนวัสดุ หลายโรงงานสามารถออก declaration ได้ แต่เมื่อ wire style, connector housing, terminal plating หรือ heat shrink brand ขาดตลาด อาจเปลี่ยน equivalent material โดยไม่แจ้งล่วงหน้า สำหรับงาน automotive-wire-harness, medical device cable หรือ industrial control harness ควรระบุใน drawing หรือ quality agreement ว่าการเปลี่ยนวัสดุที่กระทบ RoHS/REACH ต้องขอ approval ก่อนผลิต

ข้อสามคือแยกเอกสารตามระดับความเสี่ยง สำหรับสินค้าทั่วไปอาจพอด้วย supplier declaration พร้อมวันที่และรายการมาตรฐาน แต่สำหรับงาน IATF 16949, OEM export หรือโครงการที่มี customer audit ควรขอ full material declaration, test report จาก lab, SDS สำหรับ chemical mixture, certificate ของ resin หรือ compound และ traceability ของ lot ที่ใช้จริงใน production

ข้อสี่คืออย่าลืมกระบวนการผลิต สายที่ใช้วัสดุ compliant อาจมีความเสี่ยงจาก solder, flux, cleaner, marker ink หรือ release agent ได้ หากเป็นงาน overmolded cable assembly ควรถามถึง resin batch, color masterbatch และ process aid เพราะสารบางชนิดไม่ได้อยู่ใน BOM หลักแต่มีผลต่อ declaration เมื่อ audit ลึกขึ้น

ตารางตรวจเอกสาร RoHS และ REACH ก่อนออก PO

รายการตรวจควรถามซัพพลายเออร์ว่าอะไรหลักฐานที่ควรได้รับความเสี่ยงถ้าข้าม
RoHS declarationครอบคลุมสาร RoHS 10 รายการและ revision ล่าสุดหรือไม่Declaration พร้อมวันที่ ชื่อบริษัท รุ่นสินค้า และลายเซ็นผู้รับผิดชอบเอกสารกว้างเกินไป ใช้กับสินค้าอื่น ไม่ผูกกับ part number จริง
REACH SVHCอ้างอิง Candidate List วันที่ใด และตรวจที่ระดับ article หรือไม่SVHC statement หรือ full material declarationชิ้นส่วนย่อยเกิน 0.1% แต่ถูกซ่อนในน้ำหนักรวมของ assembly
Material BOMมี wire, terminal, housing, sleeve, label, overmold และ accessory ครบหรือไม่BOM พร้อม supplier name, material grade และ approved alternativeเปลี่ยนวัสดุย่อยแล้วไม่มีใครรู้จนลูกค้า audit
Test reportทดสอบโดย XRF, wet chemistry หรืออ้างอิงรายงาน upstreamLab report พร้อม sample ID, test method และวันที่รายงานไม่ตรงล็อต ไม่ตรงสี หรือไม่ตรง compound ที่ผลิตจริง
Change controlหากเปลี่ยน connector, plating, resin, wire style ต้องแจ้งเมื่อใดPCN process, approval form หรือ quality agreementล็อตถัดไปผ่าน electrical test แต่ไม่ผ่าน compliance review
Traceabilityย้อนกลับจาก shipment ไปหา material lot ได้หรือไม่Lot record, incoming inspection record, traveler และ test recordเมื่อพบปัญหาไม่รู้ว่าต้องกักกันล็อตใด

ตารางนี้เหมาะใช้คู่กับหน้า การทดสอบสายเคเบิล และ การรับรองคุณภาพ ของโรงงาน เพราะ compliance ไม่ควรแยกจากระบบคุณภาพหลัก หาก supplier มี ISO 9001 หรือ IATF 16949 แต่ไม่มีเอกสารวัสดุที่ผูกกับ part number ผู้ซื้อยังต้องถือว่า risk ยังเปิดอยู่

วิธีใส่ข้อกำหนดลงใน RFQ และ drawing

ใน RFQ ควรเขียนให้ตรวจได้ เช่น “สายชุดนี้ต้องเป็น RoHS compliant และต้องไม่มี SVHC ในระดับ article เกิน 0.1% w/w ตาม REACH Candidate List ที่ประกาศล่าสุด ณ วันที่ออก PO” จากนั้นระบุเอกสารที่ต้องส่งพร้อม first article และ production lot เช่น RoHS declaration, REACH statement, material declaration และ test report เมื่อมีการเปลี่ยนวัสดุ

ถ้าเป็น custom wire harness ควรแนบ drawing ที่ระบุ material family ของ wire, connector, terminal, sleeve และ overmold ให้ชัด หากยังไม่ได้ล็อก part number ทั้งหมด ให้กำหนด approved manufacturer list และเงื่อนไขว่า alternative material ต้องได้รับ approval ก่อน สำหรับงาน IP67, M12, M8, sensor cable หรือ waterproof connector จุดเสี่ยงคือ gasket, potting, overmold และ jacket compound ซึ่งมักมีสารเติมแต่งหลายชนิด

สำหรับงาน automotive wire harness หรือสายที่เข้าเครื่องจักรส่งออก ควรผูก compliance กับ PPAP หรือ first article inspection อย่างน้อยในระดับเอกสาร ไม่จำเป็นต้องทดสอบทุกล็อตด้วย lab เสมอไป แต่ต้องมีระบบที่ตอบได้ว่าในล็อตนี้ใช้ material lot ใด ใครอนุมัติ และมีการเปลี่ยนแปลงจาก sample หรือไม่

อีกประเด็นคือ language ของเอกสาร ผู้ซื้อไทยมักต้องส่งเอกสารต่อให้ลูกค้าญี่ปุ่น ยุโรป หรือสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ควรขอเอกสารภาษาอังกฤษเป็นหลัก และเก็บชื่อสาร CAS number, EC number, material grade และ revision date ให้ครบ การมีเอกสารภาษาไทยอย่างเดียวอาจพอสำหรับภายในองค์กร แต่ไม่พอสำหรับ customer audit ระหว่างประเทศ

“RFQ ที่ดีควรบอกทั้งสิ่งที่ต้องผลิตและสิ่งที่ห้ามเปลี่ยน ถ้าคุณซื้อ cable assembly เพื่อส่งออก ความสามารถในการรักษา BOM สำคัญพอ ๆ กับ crimp quality หรือ continuity test”

— Hommer Zhao, ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค

แนวทางทำงานกับซัพพลายเออร์ให้ลดความเสี่ยง

เริ่มจากแบ่งชิ้นส่วนตามความเสี่ยง วัสดุโลหะชุบผิว, พลาสติกสีดำ, PVC, rubber, adhesive, label และ overmold compound ควรอยู่ในกลุ่มที่ต้องมีหลักฐานชัดกว่า wire copper หรือ terminal base metal ทั่วไป ถ้า supplier บอกว่าใช้วัสดุเทียบเท่า ให้ถามว่าเทียบเท่าด้าน mechanical, electrical หรือ compliance เพราะสามเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน

ขั้นต่อมาคือกำหนด review point ในโครงการ prototype ให้ขอเอกสาร compliance ตั้งแต่ sample ไม่ใช่รอ mass production เพราะถ้า sample ใช้ connector หนึ่งยี่ห้อ แต่ production เปลี่ยนเป็นอีกยี่ห้อ การทดสอบ fit, pull force, IP67 และ compliance อาจไม่ตรงกัน สำหรับงาน cable assembly ที่มีหลาย connector เช่น Deutsch, FAKRA, JST, Molex หรือ TE Connectivity ยิ่งต้องล็อก manufacturer และ series ให้ชัด

ผู้ซื้อควรขอให้ supplier ระบุ shelf life และ storage condition ของวัสดุบางกลุ่ม เช่น heat shrink, adhesive, potting และ rubber seal แม้ RoHS/REACH จะเป็นเรื่องสารเคมี แต่การเก็บวัสดุไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การเปลี่ยน lot หรือเปลี่ยน brand อย่างรีบเร่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มของ compliance gap ในหลายโรงงาน

สุดท้ายให้ทำ supplier scorecard ที่รวม compliance response time ไม่ใช่ดูราคาและ lead time เท่านั้น ตัวชี้วัดง่าย ๆ คือ supplier ตอบ REACH update ภายในกี่วัน ส่งเอกสารครบตั้งแต่ครั้งแรกหรือไม่ มี PCN ล่วงหน้ากี่วัน และสามารถย้อนกลับ lot ได้เร็วแค่ไหน เมื่อเกิดคำถามจากลูกค้า OEM คุณจะเห็นทันทีว่าซัพพลายเออร์รายใดเหมาะกับงานส่งออกจริง

FAQ

RoHS กับ REACH ต่างกันอย่างไรสำหรับสายเคเบิล?

RoHS มุ่งจำกัดสารอันตรายในอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยดูที่ homogeneous material เช่น insulation หรือ plating ส่วน REACH มองกว้างกว่าและเน้นสารเคมีรวมถึง SVHC ใน article หาก terminal, housing หรือ sleeve มี SVHC เกิน 0.1% w/w ก็อาจต้องสื่อสารข้อมูล แม้น้ำหนักรวมของสายทั้งชุดจะดูต่ำมาก

ต้องทดสอบ RoHS ทุกล็อตหรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไปสำหรับทุกโครงการ แต่ต้องมี risk-based plan ถ้า BOM คงที่และ supplier upstream มีเอกสารดี อาจใช้ declaration พร้อม periodic verification ได้ แต่ถ้าเปลี่ยน resin, สี, plating, connector source หรือ overmold compound ควรทบทวนเอกสารและพิจารณาทดสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะล็อตแรกหลังเปลี่ยนวัสดุ

REACH 0.1% ต้องคิดจากน้ำหนักสายทั้งเส้นหรือชิ้นส่วนย่อย?

สำหรับ article ต้องระวังการคิดที่ระดับชิ้นส่วนย่อย เช่น housing, terminal, gasket, heat shrink หรือ label ไม่ใช่เอาน้ำหนักรวมของ cable assembly ทั้งชุดมาหารอย่างเดียว แนวทางที่ปลอดภัยคือให้ supplier ทำ material declaration ตาม article ย่อยใน BOM และระบุว่าแต่ละรายการมี SVHC เกิน 0.1% w/w หรือไม่

ผู้ซื้อไทยควรขอเอกสารอะไรจากซัพพลายเออร์ก่อนสั่งผลิต?

อย่างน้อยควรขอ RoHS declaration, REACH SVHC statement, BOM material list, approved manufacturer list, change control process และ lot traceability plan หากเป็นงาน OEM ส่งออกหรือ automotive ควรเพิ่ม first article inspection, control plan, PPAP package ตามระดับที่ลูกค้ากำหนด และเอกสารทั้งหมดควรผูกกับ part number และ revision ของ drawing

ถ้าซัพพลายเออร์ตอบว่า compliant แต่ไม่มีรายงาน lab ควรทำอย่างไร?

ให้ดูระดับความเสี่ยงก่อน งานทั่วไปอาจเริ่มจาก declaration ได้ แต่ควรขอแหล่งที่มาของข้อมูล เช่น upstream material certificate หรือ test report ของ compound หากเป็นงาน high-risk, export, medical, automotive หรือมีข้อกำหนดลูกค้าชัดเจน ควรขอ lab report หรือทดสอบตัวอย่างจากล็อตจริงก่อนอนุมัติ production

RoHS และ REACH ไม่ใช่เอกสารเสริมท้ายโครงการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกซัพพลายเออร์ที่ผลิตซ้ำได้อย่างมีวินัย หากคุณกำลังเตรียม RFQ สำหรับ wire harness, M12 cable, waterproof cable, CAN bus cable หรือชุดสาย OEM ที่ต้องส่งออก ทีม WIRINGO สามารถช่วยตรวจ BOM, เอกสาร compliance, test plan และคำถามสำหรับ supplier review ได้ เริ่มส่ง drawing หรือข้อกำหนดของคุณได้ที่ /contact

มีคำถามหรือต้องการใบเสนอราคา?

ทีมวิศวกรของ WIRINGO พร้อมช่วยเหลือคุณ ส่งข้อมูลโครงการมาให้เราวันนี้ — รับประกันตอบกลับภายใน 12 ชั่วโมง ไม่มีข้อผูกมัด

หรือติดต่อโดยตรง: sales@wiringo.com · WhatsApp